วิธีการปลูกข้าวในอ่างซีเมนต์(บ่อส้วม)

นายธนาวัฒน์  โชคกำทอง  หมอดินอาสาบ้านหนองกระโดน  ตำบลบึงอ้อ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา   มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 24 ไร่   ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกข้าวอินทรีย์  มันสำปะหลัง ยางพารา  ปลูกไม้ผล ผักสวนครัว เลี้ยงปลา  จนประสบความสำเร็จโดยเน้นแบบอินทรีย์อยู่ได้แบบพอเพียง  และล่าสุดคิดวิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ในบ่อซีเมนต์  
การเตรียมเมล็ดพันธุ์


โดยนำเมล็ดพันธุ์มาเพาะต้นกล้าในถาด แช่เมล็ดข้าวไว้ 2 คืน แล้วทำการดูดน้ำออก ให้สังเกตต้นข้าวจะแตกหน่อออกราก พอเพาะได้ 7 วัน ต้นกล้าข้าวจะสูง 2 นิ้ว ให้ใส่น้ำลงไปให้เห็นเฉพาะปลายข้าวที่โผล่ขึ้นมา พร้อมที่จะปลูก
การปลูกข้าวอินทรีย์ในบ่อซีเมนต์
1.การปลูกเริ่มต้น ด้วยการเตรียมท่อปูนขนาด 50x50 เซนติเมตร (บ่อส้วม)
2.ใส่ดินลงไปในบ่อให้มีความสูงขนาด 40 เซนติเมตร
3.นำดิน 1 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยหมัก 1 กิโลกรัม เทลงไปบนหน้าดิน แล้วใส่น้ำให้เต็มบ่อแช่ดินไว้เพื่อกำจัดวัชพืช 15 วัน
4.เมื่อครบกำหนด 15 วัน ให้ทำการใส่ปุ๋ยคอก แล้วนำข้าวมาปักต้นกล้า โดยปักบ่อละประมาณ 7 กอ ถ้ามากกว่านี้จะทำให้แน่นไป
5.หลังจากปักดำครบ 15 วัน ให้ใส่น้ำเต็มบ่อ เพื่อให้มีความชุ่มชื้น60% และใส่ปุ๋ยคอกลงไป 1 กก./บ่อ ใส่ 15 วันต่อครั้ง
6.เมื่อต้นข้าวสูง 50-60 เซนติเมตร ข้าวจะสมบูรณ์ อยู่ในช่วงข้าวตั้งท้อง หากมีใบเหลืองให้ใส่ปุ๋ยคอก 3 ขีดต่อ 1 บ่อ ตามด้วยการฉีดน้ำหมัก พด.2 และ พด.7 เพื่อป้องกันแมลง โดยเบื้องต้นการป้องกันแมลงให้นำมะกรูดมาผ่าเป็นซีกแล้วนำไปลอยน้ำในบ่อไว้ เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของหนอน แมลง
7.ในการเก็บผลผลิตข้าว ให้เก็บรวงข้าวโดยการเด็ดชุดแรกตรงป้องแรกของรวงข้าว ต่อ 1 ต้นสามารถเก็บได้ 3รอบ โดยให้เก็บผลผลิตเมื่อข้าวเริ่มมีการตั้งท้องในปล้องที่สองของต้นข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวรุ่นที่สามแล้ว ให้ทำการกดต้นข้าวฝังลงไปในดินในบ่อ เหมือนการไถกลบตอซังข้าวและปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ท่วมพอดีเป็นการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเตรียมบ่อลงปลูกรอบต่อไป
ผลผลิตใน 1 บ่อต่อรอบที่เก็บจะได้ปริมาณข้าวเปลือกบ่อละ 1.8 กิโลกรัม
สูตรน้ำหมักบำรุงนาข้าว
วัตถุดิบ กล้วยสุก 5 กิโลกรัม ,มะละกอ 5 กิโลกรัม,ฟักทอง 5 กิโลกรัม สับผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับกากน้ำตาล 10 ลิตร หัวเชื้อ 5 ลิตร พด.2 1 ซอง ละลายน้ำ 150 ลิตร หมักนาน 3 เดือน อัตราส่วนในการใช้ น้ำหมัก 1 ขวดลิโพต่อน้ำ 20 ลิตร จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต
สูตรน้ำหมักกำจัดป้องกันไล่แมลง
1.พริกสด 1 กิโลกรัม
2.กระชาย 1 กิโลกรัม
3.มะกรูดผ่าซีก 50 ผล
4.กากน้ำตาล 5 ลิตร
5.น้ำหมักหัวเชื้อ 5 ลิตร
6.น้ำส้มควันไม้ 5 ลิตร
นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าคนให้เข้ากัน ผสมกากน้ำตาลที่ละลายกับน้ำ 20 ลิตรเอาไว้ ตามด้วยการนำ พด.7 มาละลายน้ำ 15นาที นำมาหมักรวมทั้งหมดในถัง หมักนานอย่างน้อย 20 วัน สามารถนำไปใช้ได้ น้ำหมัก 1 ขวดลิโพต่อน้ำ 20 ลิตร จะช่วยกำจัดป้องกันไล่แมลงทุกชนิด

กรีดยางใช้ระบบกรีด 2 รอย ให้ผลผลิตสูง

การพัฒนาวิจัยระบบกรีดยางใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่สถาบันวิจัยยางต้องดำเนินการ  เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง  กรีดได้นานที่สุด 20-25 ปี  ทำความเสียหายกับต้นยางน้อยที่สุด  และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่กรีดที่นับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น  และเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง  นอกเหนือจากระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  หรือระบบกรีดสองวันเว้นวัน

จากการที่ราคายางพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรเร่งกรีดยาง ขณะนี้พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้ระบบกรีดถี่หรือกรีดหักโหม โดยเฉพาะกับสวนยางที่เริ่มเปิดกรีดใหม่จะกรีด 4 วันเว้น 1 วัน และกรีด 3 วันเว้น 1 วัน โดยกรีด 1 ใน 3 ของลำต้น ทำให้ผลผลิตที่ได้ ต่อวันลดลง รายได้ต่อวันก็น้อยลงตาม และจะทำให้เกิดความเสียหายต่อต้นยางเพราะจะทำให้เกิดอาการเปลือกแห้ง อายุการกรีดสั้นลง นอกจากนี้ ยังมีผลต่อคุณภาพไม้ยาง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ ส่งผลเสียหายต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศที่อาจมีขึ้นในอนาคตข้างหน้า
กรมวิชาการเกษตร ได้ทดลองการใช้ระบบกรีด 2 รอยกรีด กับยางพันธุ์ RRIM 600 เพื่อหาระบบกรีดใหม่ที่สามารถเพิ่มผลผลิตน้ำยางให้สูงขึ้น ที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยการกรีดสลับหน้า ต่างระดับ เป็นวิธีการที่เปิดกรีดหน้ายางทั้ง 2 หน้ากรีด ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน โดยหน้ากรีดแรกเปิดกรีดต่ำ ที่ระดับ 80 เซนติเมตรจากพื้นดิน หน้ากรีดที่ 2 เปิดกรีดที่รอยกรีดสูงระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ซึ่งช่วงระยะห่างระหว่าง 2 รอยกรีด 75-80 เซนติเมตร ซึ่งวิธีนี้ทำให้ต้นยาง มีเวลาพักเพื่อสร้างน้ำยางได้ โดยปกติต้นยางจะใช้เวลาในการสร้างน้ำยางประมาณ 48-72 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน จึงทำให้กระบวนการสร้างน้ำยางเกิดขึ้นสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น จากวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิต สูงกว่าการกรีดวันเว้นวัน 24-28% นอกจากนี้ ได้ทดลองกรีดหลังจากกรีดยาง 7 ปี พบว่าให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 18% ดังนั้น การใช้ระบบกรีด 2 รอยกรีด เป็นระบบใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าการกรีดวันเว้นวัน18% จึงเป็นระบบกรีดที่มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต และไม่เป็นอันตรายต่อต้นยาง ทั้งยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย เพราะใช้ถ้วยรองรับน้ำยางใบเดียวกัน สลับใช้ เพียงแต่เพิ่มค่าขดลวดแขวนต้นยางเท่านั้น

วิธีแก้แสบร้อนที่มือเพราะพริกขี้หนู

ใครที่เคย หั่น ซอย หรือว่าเด็ดพริกขี้หนู แล้วทำให้มือเกิดอาการแสบร้อน วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้เรื่องนี้มาฝากกัน....

 

วิธีแรก คือ ให้นำเกลือแกง (เกลือเค็ม ๆ ที่ใช้ปรุงอาหาร) สักหนึ่งช้อนโต๊ะ ลูบลงบนมือถูไปถูมาความแสบร้อนก็จะคลายลง
ส่วนอีกวิธี คือ แทนที่จะใช้เกลือแกง ก็ให้หันไปใช้แป้ง ไม่ว่าจะเป็นแป้งเด็กทาตัว หรือแป้งหมี่ที่ใช้ทำอาหาร นำมาลูบถูไปตรงบริเวณที่รู้สึกแสบร้อน สักครู่ก็จะรู้สึกดีขึ้น
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

การปรับปรุงคุณภาพลองกอง

ลองกองนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของภาคใต้ที่รองลงมาจากยางพารา แต่ในช่วงของปีที่ผ่านมาผลผลิตของลองกองที่มีออกขายอยู่ตามท้องตลาดมีน้อยมากสืบเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ผ่านมาของภาคใต้ได้มีฝนตกอยู่ตลอดทั้งปีทำให้ลองกองไม่ติดดอก คุณเฝน เส็มอุมา ซึ่งเป็นวิทยากรในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพของลองกองแนะนำวิธีการให้ดังนี้


การจัดการหลังจากที่ฝนแล้ง/ทิ้งช่วง :
1. ให้เรากวาดโคนต้นลองกอง วิธีการกวาดคือให้เก็บใบไม้ที่ร่วงและหญ้าต่างๆที่ขึ้นอยู่บริเวณรอบทรงพุ่มของต้นลองกองให้หมดก็คือรอบทรงพุ่มจะต้องเห็นเป็นดิน
2. หลังจากนั้นให้นับวันจากวันที่เรากวาดโคนต้นลองกองไปประมาณ 40 วัน ก็ให้รดน้ำสัก 3 วัน
3. หลังจากนั้นให้สังเกตที่ใบลองกองถ้าใบเหลืองและเฉาแล้ว ก็ให้เราใส่ปุ๋ยเร่งดอกสูตร 8 - 24 - 24 ต้นละ 2 ½ กิโลกรัม
4. ให้รดน้ำต่ออีก 7 วันแล้วหยุดการลดน้ำ ส่วนการให้น้ำก็ให้ต้นละ 30 นาทีต่อวัน
5. หลังจากนั้นให้ดูการเริ่มแตกดอก แล้วให้รดน้ำอีก 1 อาทิตย์ แล้วก็ให้ดูดอกพอดอกเริ่มบานให้เราเลือกดอกที่จะเก็บไว้โดยให้ตัดช่อดอกที่อยู่ด้านบนกิ่งออกเหลือไว้เฉพาะช่อที่อยู่ใต้กิ่ง การไว้ช่อดอกก็ให้วัดเอาโดยวัดระยะห่างของช่อดอกประมาณ 20 เซนติเมตรต่อ 1 ช่อ
6. เมื่อลองกองติดผลแล้วให้ใช้ปุ๋ยสูตร 13 - 13 - 21 ใส่บำรุงผลจนกว่าผลจะใหญ่ ให้ใส่เดือนละครั้งใส่ประมาณ 1 กระป๋องนม
7. การเก็บเกี่ยวให้นับเวลา 6 เดือนจากการติดดอก และ 3 เดือนจากการติดผล
8. พอเราตัดผลเสร็จแล้วก็ให้ใส่ปุ๋ยชีวภาพประมาณต้นละ 5-7 กิโลกรัม และก็ตัดแต่งกิ่งพร้อมกันไปด้วย สำหรับการดูแลเรื่องการให้น้ำในช่วงที่ลองกองติดผลมีเคล็ดลับง่ายๆคือให้ดูที่ช่อดอกในตอนเช้า ถ้ามีเหงื่อที่ช่อผลก็แสดงว่าลองกองสมบูรณ์เรื่องของน้ำยังเพียงพออยู่

การจัดการสวนยางในช่วงฤดูฝนและหลังน้ำท่วม

ในช่วงฤดูฝนของทุกปี อุทกภัยที่เกิดขึ้นจากฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะทางภาคใต้นั้น มักจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอยู่เสมอ และก่อให้เกิดปัญหาแก่เจ้าของสวนยางสวนยางพาราของพี่น้องชาวสวนยางก็เช่นกัน ในแต่ละปีก็มักจะได้รับผลกระทบที่เกิดจากภาวะน้ำท่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และขณะนี้ก็เป็นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกหนักติดต่อกันบ่อยครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นมาได้ นอกจากจะไม่สามารถกรีดยางได้แล้ว การระบาดของโรคยางก็เป็นปัญหาสำคัญโรคที่มักจะเกิดกับต้นยางในช่วงฤดูฝน   ถึงแม้จะไม่รุนแรงจนทำให้ต้นยางตายแต่มีผลทำให้ต้นยางแคระแกร็น ผลผลิตลดลงได้และในขณะเดียวกันการเกิดสภาวะน้ำท่วมก็อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ต้นยางได้เช่นกัน


การจัดการสวนยางหลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม :
ในกรณีที่เกิดภาวะน้ำท่วม เมื่อหลังน้ำท่วมผ่านไปชาวสวนยางควรทำประการแรก คือ ให้เกษตรกรทำการสำรวจสภาพทั่วไปของสวนยางของท่าน ถ้าหากยังมีน้ำท่วมขัง ให้ทำการระบายน้ำออกไปจากสวนยาง ในกรณีที่ไม่สามารถระบายน้ำออกไปจากสวนยางได้ เนื่องจากบริเวณรอบสวนยางมีสภาพพื้นที่สูงกว่า ขอให้เกษตรกรขุดร่องน้ำกึ่งกลางระหว่างแถวยาง เพื่อให้น้ำระบายไปอยู่ในร่องน้ำที่ขุดไว้ ไม่ควรใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการขุดร่องน้ำ เพราะจะทำให้โครงสร้างดินเสียหาย และอาจทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบรากเป็นอันตรายต่อต้นยางได้ ควรใช้แรงงานหรือเครื่องจักรขนาดเล็กได้ตามความเหมาะสมของสวนยางแต่ละแห่ง
ถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นกับต้นยางอายุน้อยกว่า 1 ปี ในกรณีที่ต้นยางได้รับความเสียหายมากหรือตายไปให้รอปลูกซ่อมด้วยยางชำถุงในปีถัดไป โดยปลูกซ่อมให้เร็วที่สุดเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม สำหรับต้นที่กิ่งกระโดงได้รับความเสียหาย ให้ตัดกิ่งกระโดงส่วนที่ได้รับความเสียหายทิ้งไป เพื่อป้องกันการตายจากยอดลงมา แล้วทาด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อราเข้าทำลายที่อาจก่อให้เกิดอาการเน่าของบาดแผล โดยใช้สารเคมีเบนเลทผสมน้ำให้มีความเข้มข้น 5 % ทาให้ทั่วบาดแผลที่ตัดแต่งไว้
จากนั้นรอการแตกแขนงใหม่ตามวิธีบำรุงรักษาต้นยางปกติต่อไป โดยให้เหลือกิ่งกระโดงกิ่งเดียวเพื่อเจริญเป็นลำต้นที่สมบูรณ์ตามปกติ ในกรณีที่ต้นยางอยู่ในสภาพตั้งตรงแล้วควรระมัดระวังอย่าให้เป็นอันตรายต่อรากต้นยางด้วย
กรณีต้นยางอายุ 1-2 ปี ซึ่งเป็นต้นยางที่ยังไม่มีทรงพุ่มใบ หรือมีการแตกกิ่งบ้างเพียงเล็กน้อย ให้รีบช่วยเหลือต้นยางที่ล้มเอนเอียงให้ตั้งตรงในขณะดินเปียกชื้น แล้วใช้ไม้ค้ำยันให้มั่นคงอันดินที่โคนต้นให้แน่น ระวังอย่าให้เป็นอันตรายกับรากยาง ในกรณีที่ยอดหักเสียหายให้ตัดทิ้ง แล้วทาด้วยเบนเลทผสมน้ำเข้มข้น 5 % เช่นกัน คอยตัดแต่งกิ่งที่แตกออกมาให้เหลือเพียงกิ่งเดียว เพื่อเป็นลำต้นหรือยอดต่อไป และในกรณีที่เปลือกลำต้นได้รับความเสียหาย อาจจะต้องขูดส่วนที่เสียหายทิ้งไปบ้าง แล้วควรทาปูนขาวผสมน้ำเข้มข้น 10-20 % เพื่อป้องกันการคายน้ำและแดดเผาไหม้ ซึ่งอาจจะทำให้ต้นยางแห้งตายได้ในเวลาต่อมา ต้นยางเหล่านี้จะแตกแขนงออกมาภายใน 3-4 สัปดาห์ ต้องตัดแต่งออกให้หมดให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 2.0-2.5 เมตรขึ้นไป เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นทรงพุ่มและพัฒนาเป็นลำต้นที่สมบูรณ์ตามปกติต่อไป
กรณีต้นยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมมีอายุ 2-3 ปีแล้ว สภาพปกติต้นยางอายุ 2-3 ปี จะเริ่มสร้างทรงพุ่มที่มีขนาดเล็กถึงปานกลาง ต้นยางที่ล้มเอนจะมีส่วนที่กิ่งก้านฉีดขาดไปบ้างบางส่วน ถ้าลำต้นยังอยู่ในสภาพปกติและรากแก้วสมบูรณ์ ให้รีบตัดกิ่งก้านพุ่มใบทิ้งให้สูงจากพื้นดิน 2.5 เมตร แล้วใช้เชือกดึงลำต้นขึ้นตั้งตรงพร้อมกับใช้ไม้ค้ำยันให้มั่นคงจากนั้นกลบดินโคนต้นอัดให้แน่นแล้วทาปูนขาวที่ผสมน้ำเข้มข้น 10-20 % ส่วนลำต้น เพื่อป้องกันแดดเผาไหม้เสียหาย ขั้นต่อไปคอยตัดแต่งกิ่งแขนงตลอดลำต้นทิ้งออกไปให้หมด โดยพยายามตัดให้ชิดลำต้นมากที่สุด เหลือไว้เฉพาะส่วนยอดลำต้นที่ระดับ 2.0-2.5 เมตร เพื่อพัฒนาเป็นทรงพุ่มปกติต่อไป
กรณีต้นยางใหญ่กรีดได้แล้ว มักจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าต้นยางเล็ก ต้นยางเปิดกรีดที่ยังอยู่ในสภาพปกติ ขอให้งดการกรีดยางไปก่อนจนกว่าสภาพดินจะแห้งปกติ เพราะในสภาพน้ำท่วมขังรากยางบางส่วนจะได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย จะไม่สามารถใช้ธาตุอาหารได้ การกรีดยางอาจจะเกิดความเสียหายให้กับหน้ากรีดได้ นอกจากนั้นควรทาหน้ากรีดด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันโรคเส้นดำ เช่นสารเคมีเมทาแลคซิล เป็นต้น
การจัดการน้ำท่วมขังสวนยาง :
นอกจากปัญหาเรื่องโรคยางแล้ว เจ้าของสวนยังต้องเฝ้าระวัง ผลกระทบต่อสวนยาง จากภาวะน้ำท่วม ก็อาจจะเป็นปัญหาที่ตามมาอีก ถ้าหากเกิดน้ำท่วมขังในบริเวณสวนยาง มีแนวทางการจัดการดังนี้
ควรเร่งระบายน้ำออก ถ้าไม่สามารถทำได้เนื่องจากบริเวณรอบสวนมีสภาพพื้นที่สูงกว่า ขอให้ทำการขุดร่องน้ำกึ่งกลางระหว่างแถว เพื่อให้น้ำระบายไปอยู่ในคูที่ขุดไว้ต้นยางที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ที่เสียหายมากหรือตายไป ให้ปลูกซ่อมด้วยต้นยาง ชำถุงให้เร็วที่สุด เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม สำหรับต้นยางเล็กอายุ 1-2 ปี ถ้าหากเอนล้มให้ทำการยกตั้งให้ตรง ใช้ไม้ค้ำยันให้มั่นคง อัดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ในกรณีที่ยอดหักหรือเกิดความเสียหาย ให้ตัดทิ้งแล้วทาด้วยสารเบนเลท เข้มข้น 5% หมั่นคอยตัดแต่งกิ่งให้เจริญเติบโตไปตามปกติต่อไป.

การดูแลสวนยางในฤดูแล้ง

นายสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เผยว่า 
วิธีการดูแลสวนยางในช่วงฤดูแล้ง: 
- ในช่วงฤดูแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อน ขาดความชุ่มชื้น เกษตรกรจึงต้องเอาใจใส่ดูแลต้นยางเป็นพิเศษ เฉพาะอย่างยิ่งต้นยางในช่วง 2 ปีแรก ที่ปลูกในเขตแห้งแล้ง ที่ระบบรากยังไม่สมบูรณ์ อาจชะงักการเจริญเติบโตหรืออาจแห้งตายได้ 
- การคลุมโคนต้นยางด้วยเศษซากพืช ซากวัชพืชที่หาได้ในท้องถิ่น จะเป็นวิธีการที่ช่วยให้ต้นยางรอดตายและเจริญเติบโตอย่างเป็นปกติต่อไป 
- ขณะเดียวกันต้นยางในช่วง 2 ปีแรก ที่ปลูกในเขตแห้งแล้งมักปรากฏรอยไหม้จากแสงแดดบริเวณลำต้น ทำให้เปลือกลำต้นไหม้และเป็นรอยแตก เนื่องจากเนื้อเยื่อส่วนนั้นรับแสงแดดเป็นเวลานานติดต่อกัน ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งเกษตรกรควรใช้ปูนขาว (ปูนที่ใช้ปรับสภาพดิน) ละลายน้ำ ทาบริเวณโคนต้นตรงส่วนที่มีสีน้ำตาล หรือสีเขียวอมน้ำตาล หรือสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

- ทั้งนี้ เกษตรกรต้องดูแลต้นยางอ่อนเพื่อให้รอดตายแล้ว เกษตรกรต้องให้ความระมัดระวังไฟไหม้สวนยางด้วย เพราะเป็นช่วงที่อากาศแห้ง รวมทั้งกระแสลมที่พัดรุนแรง โดยเฉพาะภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีช่วงแล้งยาวนาน ไม่ก่อกองไฟ หรือทิ้งก้นบุหรี่ในสวนยาง เฉพาะอย่างยิ่งสวนยางที่อยู่ริมถนนใหญ่ มีรถวิ่งผ่านไปมา
- ขณะเดียวกันเกษตรกรควรมีวิธีป้องกันไฟไหม้สวนยาง ซึ่งควรกระทำก่อนเข้าหน้าแล้ง โดยทำแนวกันไฟรอบบริเวณสวนยาง กำจัดวัชพืชในบริเวณแถวยางออกให้หมดข้างละ 1 เมตร
- การกำจัดวัชพืชในบริเวณแถวยางเป็นการป้องกันไฟไหม้ที่เกิดภายในสวนยางและไม่ควรใช้สารเคมีเพื่อกำจัดวัชพืช เพราะวัชพืชที่แห้งตายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ดังนั้น หน้าแล้งเกษตรกรจึงควรเอาใจใส่ ปฏิบัติดูแลสวนยางเป็นพิเศษ

การบำรุงพื้นนาให้สมบูรณ์โดยใช้ถั่วพุ่ม

        หลังจากผ่านฤดูกาลทำนา เก็บเกี่ยวข้าวในนาหมดแล้ว เกษตรกรบางท่านปล่อยพื้นที่นาไว้โดยไม่ได้บำรุงพื้นที่นาเพื่อเตรียมไว้ในช่วงฤดูกาลหน้า แต่สำหรับป้าเจือ สิงโหพล เกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งปลูกข้าวนาปรัง และข้าวพันธุ์ที่ปลูกนั้นคือ ข้าวพันธุ์เล็บนก พันธุ์สังข์หยด และข้าวพันธุ์หอมมะลิ  ป้าเจือบอกว่าโดยวิธีการของป้าเจือหลังจากเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวในแต่ละพื้นที่นาแล้ว จะตัดตอซังข้าวออกนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพโดยใส่ไว้ในคอกวัวและคอกหมูหลุม

ส่วนพื้นที่นานั้นจะมีวิธีการปรับสภาพดินให้ดีรอเตรียมไว้ปลูกข้าวในครั้งต่อไปโดยมีวิธีการปรับสภาพดินดังต่อไปนี้
1.ทำการตัดตอซังข้าวออกจากพื้นนา (สามารถเอาตอซังข้าวไปใส่ในคอกวัวหรือหมูหลุมเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักได้)
2.หว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วพุ่มลงไปในพื้นนา อัตราการหว่าน 3 กิโลกรัม / 1 ไร่
3.หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ทั่วพื้นที่นาแล้ว ให้ทำการไถกลบ
4.หลังจากถั่วพุ่มที่หว่านงอกและโตขึ้นในระดับพอเริ่มตั้งดอกให้ทำการไถกลบถั่วพุ่มที่ปลูกในพื้นที่นาอีกครั้ง
5.เมื่อไถกลบเรียบร้อยแล้วให้ปล่อยน้ำเข้านาให้น้ำขังในพื้นนารอช่วงที่จะทำนาครั้งต่อไป
6.และเมื่อเราจะเริ่มทำนารอบต่อไปให้เราทำการไถนาพื้นที่นานั้นเพื่อทำเทือก พร้อมสำหรับการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว
สำหรับวิธีการปรับสภาพดินโดยวิธีการข้างต้นนั้น ป้าเจือบอกว่าจะช่วยให้สภาพดินดี ปลูกข้าวครั้งต่อไปจะขึ้นงาม ต้นข้าวแข็งแรงสมบูรณ์

*การผลิตกุยช่ายขาว

กลุ่มพัฒนาอาชีพการผลิตผักกุยช่ายขาว(หรือผักแป้น) ภายใต้การนำของนายบุญชู สีแสนชุยประธานกลุ่ม เป็นเกษตรกรที่ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาชุมชนอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาสินค้าเกษตร    ได้เป็นผู้ริเริ่มคิดค้นหาวิธีการเพิ่มมูลให้กับกุยช่ายที่กลุ่มปลูกไว้ ด้วยการนำกระถางดอกไม้ทรงสูงมาครอบกอผักกุยช่าย(ผักแป้น)ไม่ให้โดนแดด จะทำให้ผักมีสีขาวดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกุยช่ายไปในตัวด้วย

ขั้นตอนการปลูกกุยช่ายขาว :
1.เริ่มด้วยการเตียมดิน โดยการยกแปลงให้สูงขึ้นขนาด 1.20 เมตร
2.ปรับปรุงดินโดยการใช้ป๋ยหมักชีวภาพ
3.จัดการเตรียมพันธ์กุยช่ายขาวมาปลูก ระยะห่างประมาณ 25-30 ซม. แปลงกว้าง 1.20 เมตรปลูกได้ 4 แถว
4.รดน้ำประมาณ 2 ครั้งและรดน้ำหมักชีวภาพทุกๆ 7 วัน

ในการผลิตกุยช่ายขาว จะผลิตสลับกับกุยช่ายเขียว กล่าวคือ หลังจากตัดกุยช่ายเขียวแล้วนำกระถางดินเผาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18-20 ซม.มาครอบที่กอกุยช่ายให้น้ำวันละครั้ง โดยไม่ต้องเปิดกระถางจะใช้เวลา 8-10 วัน กุยช่ายจะมีความยาวประมาณ 1 ฟุตก็จะทำการเปิดกระถางและทำการตัดแล้วปล่อยให้กุยช่ายเจริญเติบโตเป็นผักกุยช่ายเขียวเป็นเวลา 45 วันก็จะตัดจะทำการตัดให้ตรงตามความต้องการของตลาดจนเป็นที่ยอมรับของชุมชนและสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อีกเท่าตัว
ด้านการตลาด : ตอนนี้กุยช่ายเขียวจะตกกิโลกรัมละ 14-15 ต่อกิโลกรัม ส่วนกุยช่ายขาวจะตัดส่งให้แม่ค้าที่มารับชื้อถึงสวนกิโลกรัมละ 80 บาท

*การปลูกมะระด้วยเทคนิคการห่อผลป้องกันแมลง

มะระ เป็นพืชผักที่นิยมปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากมะระเป็นพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตตั้งแต่ 40-45 วันขึ้นไป และจะเก็บไปได้ประมาณ 80-90 วัน 
เกษตรกรที่ปลูกมะระเป็นอาชีพ และประสบความสำเร็จสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายได้ในราคาดีต้องเริ่มจากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี มีการจัดการและดูแลที่ดี โดยได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้

วิธีการปลูกมะระ :
เริ่มจากวิธีการเพาะกล้า - โดยต้องนำเมล็ดมาแช่น้ำ ประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วนำมาห่อด้วยกระดาษทิชชู่นำไปเก็บไว้ในถังพลาสติกปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน เมื่อเปิดดูจะเห็นรากโผล่ แล้วก็เลือกเมล็ดที่รากงอกนั้น นำไปปลูกในถาดเพาะเมล็ดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ จากนั้นนำไปปลูกในหลุม โดยขุดหลุมให้ลึกพอประมาณ ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม หลุมละประมาณ 1 กระป๋องนม เอาดินใส่ลงไปในหลุมจนหลุมตื้นแล้วจึงนำมะระลงปลูก ควรปลูกในช่วงเย็น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ใช้ฟางคลุมรอบโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน
การทำค้าง :
มะระเป็นพืชที่ต้องเลื้อยขึ้นค้าง ดังนั้น จำเป็นจะต้องทำค้างให้ขึ้น การปลูกมะระต้องใช้ความขยันเป็นพิเศษ เพราะแมลงชอบเข้าทำลายผลมะระเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแมลงวันทอง วิธีการป้องกันแมลงวันทองเจาะผล ให้ทำการห่อผลมะระด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นการช่วยทำให้ผลมะระไม่ถูกรบกวนจากแมลงศัตรูพืชและยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อนน่ารับประทาน
วิธีการห่อผล :
เมื่อมะระเป็นลูกประมาณ 30 วันหลังปลูก จะเป็นที่ชื่นชอบของแมลงต่างๆ โดยเฉพาะแมลงวันทอง เราจึงจำเป็นต้องหากระดาษมาห่อผลไว้ นอกจากจะป้องกันแมลงแล้วยังทำให้ผลมะระเขียวน่ารับประทานอีกด้วย
การเก็บเกี่ยวผลผลิต :
ในการปลูกมะระ ฤดูหนึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 เดือน และเริ่มเก็บผลผลิตหลังปลูก ประมาณ 45-50 วัน เมื่อเก็บจนหมดฤดูจะเก็บได้ประมาณ 15-20 ครั้ง สามารถเก็บผลผลิตส่งขายได้ทุกวันขอแนะนำว่าควรจะเก็บ 2 วันครั้ง
ราคา :
ราคาผลผลิตที่เกษตรกรจำหน่ายได้ ขึ้นอยู่กับราคาในท้องตลาด แต่ราคาที่เกษตรกรขายได้(ราคาออกจากสวน)จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 8 บาท ขึ้นไป

*การปลูกฟักทองและเทคนิคการเพิ่มขนาดผล

คุณนิภา นวลน้อย เกษตรกร บ้านวัดนอก ต.วิสัยเหนือ อ.เมือง จ.ชุมพร ปลูกฟักทองเป็นอาชีพเสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยปลูกแซมในสวนปาล์มน้ำมันที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ 7 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณรอบละ 10 – 12 ตัน จำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท สามารถเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้ เป็นอย่างดี และมีเทคนิคและวิธีการปลูกฟักทองให้ได้ผลผลิตดี ดังนี้


ขั้นตอนการเตรียมดิน :
-ควรขุดไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก
-ควรตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชได้บ้าง
-ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน แล้วจึงย่อยพรวนดินให้ร่วนซุย
-เก็บเศษวัชพืชต่างๆ ออกจากแปลงให้หมด
ขั้นตอนการปลูก :
-โดยใช้ระยะปลูก 3x3 เมตรใช้วิธีหยอดหลุมปลูก หลุมละ 3-5 เมล็ด ลึกประมาณ 3-5 ซม. แล้วกลบหลุม
-ถ้ามีฟางข้าวแห้ง ให้นำมาคลุมแปลงปลูก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าดิน
-เมื่อต้นกล้างอกจะมีใบจริง 2-3 ใบแล้ว ควรถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง เหลือหลุมละ 2 ต้น และรดน้ำทุกวันเมื่อต้นกล้าเจริญจนมีใบจริง 4 ใบ
-ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น
-เมื่อฟักทองเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 14-14-21โรยรอบๆ ต้น ( ประมาณ 1 กำมือ ) แล้วรดน้ำตามและใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่อฟักทองเริ่มติดผลอ่อน
-การรดน้ำต้องรดน้ำทุกวัน จนคะเนว่าอีก 15 วัน จะเก็บผลแก่ได้ จึงเลิกรดน้ำ
เทคนิคต่างๆในการปลูกฟักทอง :
-การผสมเกสร เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไป เคาะละออง เกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลจะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป
-การกำจัดแมลงวันทองโดยใช้กล้วยเล็บมือนางเป็นตัวล่อ โดยใช้ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูขนาด 3x3 นิ้วทั้งสองด้าน จากนั้นนำกล้วยเล็บมือนางที่สุกจัดๆมาใส่ในขวด แล้วนำยาฆ่าแมลงมาใส่ในขวด เมื่อแมลงวันทองได้กลิ่น กล้วย ก็จะเข้ามากินก็จะทำให้โดนยาฆ่าแมลงตาย
-การทำให้ฟักทองผลโต เมื่อฟักทองติดผลอ่อนได้ประมาณ 5 วันให้ทำการตัดยอดฟักทองออกเพื่อให้น้ำเลี้ยงต่างๆ มา เลี้ยงที่ผลฟักทองได้เต็มที่ จะได้ผลฟักทองที่โตเต็มที่ (ประมาณ 7–10 กก./ ผล )
การเก็บเกี่ยว :
เมื่อผลแก่เก็บเกี่ยวได้ให้สังเกตสีเปลือก สีจะกลมกลืนเป็นสีเดียวกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก ดูนวล ขึ้นเต็มทั้งผล คือมีนวลขึ้นตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล แสดงว่าแก่จัด การเก็บควรเหลือขั้วติดไว้ด้วยสักพอประมาณเพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้นสามารถเก็บผลไว้รอขาย ได้นานๆ จะทยอยเก็บผลได้ 5-6 ครั้ง จนหมด

*การปลูกเผือกให้หัวมีขนาดใหญ่

การปลูกเผือก หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าหากปลูกโดยขาดความรู้ความเข้าใจแล้วก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ  คุณลุงยิ่งเกษตรกรบ้านคอกม้ามีวิธีการปลูกเผือกที่ให้ผลผลิตดี ได้เผือกขนาดใหญ่ซึ่งมีวิธีการปลูกง่ายๆไม่ยุ่งยากดังนี้

การเตรียมพื้นที่
1.ทำการตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชออกไปให้หมด
2.จากนั้นให้ทำการไถและตากดินไว้ประมาณ 7 วัน
3.ทำการขุดหลุมให้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ซม.ลึก 20 ซม. ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร
4.ให้นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก็ได้มารองก้นหลุมให้เกือบเต็มปากหลุมแล้วนำดินมากลบให้เต็มหลุมที่ขุดไว้
การปลูก
1.จากนั้นให้นำหัวเผือกอ่อน ( ขนาดหัวประมาณ 3 ซม )ที่เตรียมไว้มาปลูกโดยให้นำหัวเผือกมาวางบนปากหลุมแล้วนำดินมาโรยให้พอมิดหัวเผือก **ห้ามปลูกเผือกในหลุมลึกเพราะจะทำให้เผือกหัวเล็ก**
2.จากนั้นให้นำฟางแห้งมาคลุมเพื่อรักษาความชื้นในดิน
3.ประมาณ 7 วันเผือกก็จะแตกต้นอ่อน

การดูแลรักษา
-การ “พูนโคน” เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการปลูกเผือกเพราะถ้าหากว่าเราคอยพูนโคนอยู่เสมอให้สูงจะทำให้หัวเผือกมีขนาดใหญ่ เนื่องจากหัวเผือกก็คือลำต้นใต้ดินที่ขยายออกเพื่อสะสมอาหาร จึงเจริญขึ้นบนมากกว่าลงหัวลึกลงไป โดยจะทำการพูนโคนครั้งแรกตอนใสปุ๋ยครั้งแรก และพูนโคนครั้งที่สองตอนที่ใส่ปุ๋ยรอบที่สอง และพูนโคนครั้งสุดท้ายเมื่อเผือกมีอายุ 120 วัน
-การใส่ปุ๋ยเมื่อปลูกได้ประมาณ 45 วันให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วพูนดินกลบโคน และเมื่อปลูกได้ 90 วันให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13- 13- 21 ต้นละ 1.5 ช้อนโต๊ะแล้วพูนดินกลบโคน
-การให้น้ำควรให้น้ำเมื่อฝนทิ้งช่วงประมาณ 2- 3 วัน/ครั้ง ถ้าหากว่าปล่อยให้เผือกขาดน้ำมากจะทำให้เผือกใบเหลืองและหัวมีขนาดเล็ก

การเก็บเกี่ยว : จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อเผือกมีอายุ150วันหรือ 5 เดือนซึ่งจะได้เผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ ประมาณ 1 กก./หัว

*การเร่งรากด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง

ในปัจจุบันมีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น  โดยเฉพาะการปลูกไม้ประดับ  กระถางและไม้ประดับที่ให้ในงานจัดสวน ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทำให้ต้องมีการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นมากมาย เพื่อให้ทันความต้องการใช้ ซึ่งการขยายพันธุ์ไม้ประดับที่ได้รับความนิยมและให้ผลดีสุด คือ การขยายพันธุ์โดยวิธีการชำกิ่ง และวิธีการนี้มักนิยมใช้สารเร่งร่างเช่น เซราดิกซ์ 1,2,3 แช่กิ่งก่อนนำไปชำ แต่วันนี้เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดมีวิธีการเร่งรากที่ช่วยประหยัดต้นทุน ในการซื้อสารเคมี โดยการใช้เครื่องดื่มชูกำลังที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

เทคนิคการเร่งรากของคุณลุงไสว ศรียา เกาตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จ.นครนายก คือ ถ้าต้องการเร่งรากและทำให้พืชแข็งแรงโตไวเคล็ดลับหรือเทคนิคง่ายๆ ก็คือการใส่เครื่องดื่มชูกำลัง หรือลิโพลงไปเวลารดน้ำหรือแช่กิ่งก่อนปักชำ จะทำให้รากงอกเร็วขึ้น และทำให้พืชแข็งแรงโตไว โดยไม่ต้องพึ่งน้ำยาเร่งรากแต่อย่างใด

คุณค่าจากน้ำนมข้าวยาคู

ทำน้ำนมข้าวยาคู
เงินลงทุน
ประมาณ 5,000 บาท (เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท เครื่องบดอาหาร         700 บาท)
รายได้
ประมาณ  15-20  บาท/ขวดขนาด 250 ซีซี
วัสดุ/อุปกรณ์
เตาพร้อมถังแก๊ส  หม้อ  ทัพพี  เครื่องบดอาหาร  กะละมัง  ผ้าขาวบาง  มีด  
ขวดแก้วบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด  กรวยสำหรับบรรจุ
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
ย่านเวิ้งนาครเขษม  สำเพ็ง  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป

 

ส่วนผสม
รวงข้าวอ่อน (ข้าวเจ้าหอมมะลิ) 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
ถั่วเหลือง 2 ถ้วยตวง
ใบเตยหั่นละเอียด ½ ถ้วยตวง
น้ำสะอาดพอประมาณ
วิธีทำ
1.นำรวงข้าวอ่อนผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำนมข้าว
2.นำถั่วเหลืองแช่น้ำ 1 ชั่วโมง แล้วผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำนมถั่วเหลือง
3.นำใบเตยหั่นละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย ปั่นจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำใบเตย
4.นำน้ำนมถั่วเหลืองตั้งไฟ เคี่ยวให้ข้นใส่น้ำนมข้าว คนเรื่อย ๆ ใส่น้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลละลายและข้น จึงใส่น้ำใบเตย ต้มจนเดือด
5.ยกขึ้นจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวดนำไปจำหน่าย 

ข้อแนะนำ
1.ข้าวเจ้าทุกพันธุ์สามารถนำมาทำน้ำนมข้าวยาคูได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นข้าวหอมมะลิ เพราะจะเพิ่มความหอมน่ารับประทาน
2.น้ำนมข้าวยาคูมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี แมกนิเซียม คาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นกากใยอาหารที่คอยดูดซับไขมันทำให้ไม่อ้วน เหมาะที่จะนำไปเป็นของฝาก ของเยี่ยมไข้ หรือถวายพระ

วิธีการทำน้ำหมักจากหอยเชอรี

คุณ.หรอผาน ยุทธิอาด  มีอาชีพปลูกข้าว อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลข ที่ 36/1 ม.5 ต.ปากนคร จ.นครศรีธรรมราช    คุณลุง เป็นประธานศูนย์ข้าวปาก นคร โดยอาชีพหลักของคุณลุงก็ทำนาเป็นหลักซึ่งมีพื้นที่ในการทำนาทั้ง หมด ประมาณ 50 ไร่ เป็นนาของตนเอง10 กว่าไร่ อีก 40 ไร่ก็เช่าที่ของญาติๆทำ นา โดยพื้นที่ทั้งหมดจะปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 เพียงพันธุ์เดียวเท่านั้น เพราะพันธุ์นี้ปลูกง่าย ลักษณะของพันธุ์ข้าว มีเมล็ดที่ยาวใหญ่และ ยัง สามารถนำไปแปรรูปเป็นขนมจีนหรือทำขนมได้ ด้วย

การปลูกข้าวพันธุ์ ชัยนาท 1ให้ต้นแข็งแรงด้วยน้ำหมักประหยัดต้นทุนน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าวของคุณลุงได้ค่ะ
วิธีการวัสดุที่ใช้
1. หอยเชอร์รี่ 10 กก. (โขกละเอียด)
2. น้ำสะอาด 4 ลิตร
3. หัวน้ำส้ม 1 ขวดใหญ่
4. เหล้าขาว 1 ขวด
5. มะกรูด(ทั้งลูก) 40 ลูก
6. EM. 1 ลิตร
7.กากน้ำตาล 1 ลิตร
วิธีทำ
- ผสมทุกอย่างในภาชนะที่พอเหมาะปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้า หมักไว้ 7 วันขึ้นไป
- กรองเอาแต่น้ำใส่ภาชนะควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน
วิธีใช้
- 1 ผสมน้ำ 1 : 100 หยอดตามริมคันนา หรือฉีดพ่นทั่วให้ทั่วแปลงนาในช่วงเย็นทุกๆวัน

เทคนิคการขับไล่แมลงศัตรูไม้ผล

เกษตรกรที่ทำการปลูกไม้ผลชนิดต่างๆไม่ว่าจะ เป็น พุทรา , ชมพู่ , กระท้อน ซึ่งถือว่าเป็นไม้ผลที่สามมารถสร้างรายได้ให้ กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นกรอบกำ ไม่แพ้ไม้ผลเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เช่นกัน  แต่ สิ่งที่เกษตรกรกังวลก็คือในเรื่องของแมลงศัตรูไม้ผลที่เข้ามาทำลายทำให้ผล ผลิตเกิดความเสียหายและรายรับของเกษตรกรก็จะได้รับน้อยลงด้วยครับ  แต่ก็มี เกษตรกรบ้างท่านที่ไม่กังวลกับแมลงศัตรูของไม้ผลเหล่านี้เลย เช่นกับคุณลุง ฉิน ขำวังยาง ที่มีสูตรดีๆที่ใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูไม้ผลเข้ามาทำลายได้ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ลองมาดูวิธีการกันดูครับ

 

วัสดุอุปกรณ์
1.ขวดน้ำพลาสติก 1 ขวด
2.ลูกเหม็น 10-20 ก้อน
วิธีการทำ
นำขวดน้ำพลาสติกมาทำการเจาะรูที่ฝาขวดและรอบขวด จากนั้นก็ให้นำลูกเหม็นมาใส่ในขวดพลาสติกประมาณ 10-20 ก้อน เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปผูกแขวนไว้ที่ใต้ต้นไม้ผลได้เลยครับ1ขวดต่อ 1 ต้น แมลงก็จะไม่มารบกวน

สูตรบำรุงต้นข้าวให้แข็งแรงก่อนตั้งท้อง

       เกษตรกรผู้ที่ทำนาข้าวส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีในการบำรุงต้นข้าวช่วง ที่ต้นข้าวสะสมอาหาร ก่อนตั้งท้อง ซึ่งบางครั้ง ถ้าต้นข้าวไม่ใหญ่ อวบ และ สมบูรณ์ ก็จะทำให้รวงข้าวเล็กและน้ำหนักน้อย หรือถ้าออกรวงแล้วรวงใหญ่ ก็จะ ทำให้ต้นข้าวล้มไม่สามารถรับน้ำหนักรวงได้ จึงต้องบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนตั้งท้อง

 

ส่วนผสม
1.ซากสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น ไส้ปลา ไส้ไก่ รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ 1 ส่วน
2.กากน้ำตาล 1 ส่วน
3.น้ำเปล่า(ใช้ละลายกากน้ำตาลพอเจือจาง)
4.สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีทำ
1.หั่นเนื้อสัตว์ที่ได้มาให้ขนาดเล็ก เท่าที่จะทำได้
2.ผสมกากน้ำตาลกับน้ำให้ละลาย
3.ละลายสารเร่ง พด.2 ในน้ำอุ่น คนให้เข้ากัน ประมาณ 5 นาที
4. นำเนื้อสัตว์ที่ได้ใส่ภาชนะพลาสติก เติมกากน้ำตาลและสารเร่ง พด.2 ที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 2 เดือน
อัตราการใช้
น้ำหมัก 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร/ไร่ เริ่มใช้ตอนข้าว อายุ 15 วัน ฉีดติดต่อกัน 4 ครั้ง ทุก 7 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดีควรฉีดพ่นตอนเย็น
ประโยชน์
บำรุงต้นข้าว ให้ต้นใหญ่ อวบ สมบูรณ์ ก่อนตั้งท้อง เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับรวงข้าวที่ใหญ่และน้ำหนักดี ไม่ทำให้ต้นข้าวล้มง่าย

วิธีขจัดปัญหากวนใจนกเป็ดน้ำลงกวนนาข้าว

   นกเป็ดน้ำ  เป็นนกน้ำลำตัวป้อม  ปากแบนใหญ่ หางสั้น  มีแผ่นพังผืดยึด นิ้วตีน  ช่วยให้ว่ายน้ำได้ดี  ตัวเมียมีลายสีน้ำตาลไม่ค่อยสวยงาม ต่างจาก ตัวผู้ที่มีสีสดใสกว่าชอบลอยตัวรวมกันเป็นฝูงในแหล่งน้ำ มีทั้งว่ายใช้ปาก ไซ้จิกพืชน้ำ จับกินสัตว์น้ำตามผิวน้ำ และดำลงไปจับใต้น้ำ ส่วนใหญ่ทำรังตาม ริมน้ำด้วยพืชน้ำ บางชนิดทำรังในโพรงไม่หรือซอกกำแพง ลักษณะทั่วไป คอ ยาวกว่านกเป็ดน้ำชนิดอื่น หางแหลม และขาสีเทา ตัวผู้ หัวสีน้ำตาลเข้ม คอ ด้านหน้าและอกสีขาว ลำตัวสีเทา สีข้างมีแถบสีเหลือง  ตัวเมีย ขนปกคลุมลำตัว สีน้ำตาล พฤติกรรม ตอนกลางวันลอยตัวรวมกับนกเป็ดน้ำอื่น ๆ ในแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ หากินโดยใช้ปากไซ้ตามผิวน้ำ และมุดน้ำโผล่หางแหลมชี้ขึ้นมาให้สังเกต ได้ชัดเจน  วันนี้คุณแม่ทองหยิบ  ประจักษ์สุข  เกษตรกร ชุมชนบ้านท่า งาม  เลขที่ 25  หมู่ที่ 2  ตำบลท่างาม  อำเภอเมือง  จังหวัดปราจีนได้แนะนำ วิธีการไล่นกเป็ดน้ำในช่วงกลางคืนโดยการใช้อุปกรณ์ที่ทำได้เองแบบง่ายๆนั้น ก็คือ ตะเกียงไฟไล่นำเป็ดน้ำนั้นเอง

อุปกรณ์สำหรับการทำตะเกียง
1.ไม้หลักสูงประมาณ 80 เซนติเมตร จำนวน 4 อัน
2.พลาสติกใสหุ้ม (ตามภาพ)
3.ขวดสปอนเซอร์ 1 ขวด
4.น้ำมันดีเซล (ประมาณ ครึ่งขวดสปอนเซอร์)
5.ไส้ตะเตียง โดยใช้เศษผ้าชุบน้ำมัน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
วิธีการทำ
1.เริ่มจากนำเสาทั้งสี่หลักตกลงในไปดิน ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมทำมุมเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วนำพลาสติกใสมาพันให้รอบเหมือนตะเกียงตั้งโต๊ะนั้นเอง
2.เมื่อตัวตะเกียงด้านนอกเสร็จแล้วก็มาดูในส่วนของการจุดติดไฟกัน โดยเริ่มจากการนำฝาขวดสปอนเซอร์มาเจาะรูเพื่อหย่อยเศษผ้าที่ชุบน้ำมันลงแล้ว ก็เทน้ำมันลงไปในขวดสปอนเซอร์แล้วปิดฝา ทดลองจุดไฟถ้าติดไฟแสดงว่าเป็นอันใช้ได้
วิธีใช้
จุดในเวลากลางคืน ช่วงที่มีนกเป็ดน้ำมารบกวนจะช่วยป้องกันได้ โดยนกเป็ดน้ำจะไม่เข้าใกล้แสงสว่างและบริเวณรอบๆด้วย

ใช้เศษหน่อไม้แทนปุ๋ยเคมีเพิ่มการแตกหน่อ ไผ่นอกฤดู

บ้านห้วยเดื่อ ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย   เป็นพื้นที่ที่ยังคงมีความอุดม สมบูรณ์ของผืนป่า เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง  ซึ่งส่วน หนึ่งเกษตรในพื้นที่มีการดูแลป่าไม้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ชุมชนมีส่วน ร่วมในการรักษาป่า ทำให้ป่าได้มีส่วนเกื้อกูลให้เกิดรายได้นั่นคือ อาชีพจาก การแปรรูปหน่อไม้ป่า ซึ่งที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ดัง นั้นก็ไม่แปลกที่จะมีส่วนเศษเหลือจากการแปรรูปหน่อไม้อยู่วันละ  ไม่ต่ำ กว่า 500  กก. /วัน/ครอบครัว  ซึ่งแนวคิดที่จะนำเอาเศษเหลือจากหน่อไม้ที่ เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์นี้เป็นของคุณปราณี  เขตมนตรี  เกษตรกรผู้แปรรูป หน่อไม้และปลูกไผ่เลี้ยง แห่งบ้านห้วยเดื่อ มาฝากกัน

วิธีการทำ
นำเศษหน่อไม้ที่เหลือจากการแปรรูปมาใส่บริเวณทรงพุ่มของไผ่กอละ 20 ก.ก. จากนั้นราดทับด้วยน้ำหมักจุลินทรีจากหอยเชอรี่ สัดส่วน น้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะ /น้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วทั้งกองเศษหน่อไม้ให้ชุ่ม ปล่อยทิ้งให้ย่อยสลายเอง เพียง 20 วัน ให้น้ำไผ่ปกติ ผลที่ได้รับคือ ในช่วงหน้าแล้งแม้ว่าขาดน้ำก็ตาม ดินในพื้นที่ป่าไผ่จะยังคงชุ่มอยู่ และจะมีการแตกหน่อของไผ่นอกฤดูได้ดียิ่งขึ้น
หมายเหตุ นอกการการนำไปใส่ในพื้นที่สวนไผ่นอกฤดูแล้ว ยังสามารถนำไปใส่นาข้าว ทำให้นาข้าวไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ก็มีผลผลิตใกล้เคียงกันกับการใส่ปุ๋ยเคมีเลยทีเดียว ที่สำคัญคือลดต้นทุนการผลิตได้มาก

ข้อควรคิดก่อน''ปลูกปาล์มน้ำมันในภาคอีสาน''

“ปาล์มน้ำมัน” กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ถูกจับตามองในฐานะแหล่งพลังงานทดแทน กอปรกับปาล์มเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลายด้านทั้งอุปโภค บริโภคและอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมาก ส่งผลให้ในช่วงปีที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามกำหนด แนวทางการส่งเสริมการปลูกปาล์มในพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน เพื่อพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันและช่วยขจัดปัญหาความยากจน แต่เนื่องจากปาล์มเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณที่สูงมาก จึงเกิดคำถามว่าจริง ๆ แล้วพื้นที่ในภาคอีสานซึ่งยังคงประสบปัญหาภัยแล้งนั้นเหมาะสมกับการปลูกปาล์มมากน้อยเพียงไร

นายธีระพงษ์ จันทรนิยม คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า
การปลูกปาล์มในพื้นที่ภาคอีสานนั้นสามารถปลูกได้ แต่ต้องคำนึงถึงสภาพดินและน้ำเป็นหลัก เนื่องจากธรรมชาติปาล์มเป็นพืชที่ชอบขึ้นในบริเวณเขตร้อนชื้น ดินคุณภาพดีมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร/ปี และมีการกระจายตัวสูงอาทิ ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือบริเวณภาคใต้ของไทย ดินต้องดี และมีฝนตกตลอดปีผลผลิตจะมากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับ ปริมาณปุ๋ยและธาตุอาหารที่ปาล์มได้รับเป็นหลัก
แต่สำหรับภาคอีสานปัจจัยหลักของการเพิ่มผลผลิตนั้นอยู่ที่ ดินและน้ำ เช่น พื้นที่เป็นดินทรายก็จะมีปัญหาเรื่องการอุ้มน้ำอีกทั้งหากต้องประสบภาวะฝนทิ้งช่วงนาน มีช่วงแล้งยาวจะทำให้ปาล์มเกิดสภาวะการขาดน้ำ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพผลผลิตของปาล์มได้ ทั้งนี้เนื่องจากผลวิจัยใน “โครงการผลของการให้น้ำต่อการเพิ่มผลผลิตของปาล์มน้ำมัน” ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ซึ่งได้ติดตามศึกษาผลของสภาวะแล้งที่มีต่อการพัฒนาปาล์มถึงระบบการให้น้ำต้นปาล์มในช่วงฤดูแล้ง โดยมีการจัดระบบให้น้ำต้นปาล์มเปรียบเทียบกับกลุ่มปาล์มที่ไม่ได้รับน้ำ พบว่า การขาดน้ำมีผลต่อการเจริญเติบโต และปริมาณผลผลิตของปาล์มโดยในสภาพที่ไม่มีฝนตกต่อเนื่อง 2-3 เดือน ในช่วงแตกใบ จะทำให้ทางใบหักต้องมีการตัดใบทิ้ง การสังเคราะห์แสงเพื่อเป็นอาหารจึงไม่เพียงพอหากช่วงแล้งเกิดขึ้นในช่วงการกำหนดเพศนั้น จะทำให้มีสัดส่วนเพศผู้มากขณะที่เกษตรกรต้องการดอกเพศเมีย ซึ่งมีปริมาณการให้น้ำมันมากกว่าสำหรับในช่วงการผสมเกสร หากเจอภาวะแล้ง จะทำให้ประสิทธิภาพ ในการผสมเกสรลดลง การพัฒนาเป็นผลน้อย ปริมาณผลผลิตที่ได้จึงลดลง เนื่องจากจำนวนผลต่อทะลายต่ำน้ำหนักทะลาย ลดลง 10-15% มีผลให้ปริมาณการผลิตผลปาล์มน้ำมันโดยรวมลดลงเหลือเพียง 2 ตัน/ไร่/ปี ในขณะปาล์มซึ่งปลูกในบริเวณที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม ได้รับน้ำตลอดปีจะสามารถผลิตผลปาล์มได้สูงถึงประมาณ 3-3.5 ตัน/ไร่/ปี
นายธีระพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีหากภาครัฐยังคงมีนโยบาย การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในภาคอีสานก็สามารถปลูกได้ โดยแนะนำให้มีการเลือกพื้นที่การเพาะปลูกให้ดีดินจะต้องไม่เป็นดินทราย มีสภาวะเป็นเกลือ หรือเป็นดินลูกรังสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ มีระบบการจัดการน้ำที่ดีสามารถผันน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ตลอดช่วงฤดูแล้ง
การติดตั้งระบบการให้น้ำปาล์มในภาคอีสาน:
ให้วางเป็นท่อยาวที่ระดับความลึก 30 เซนติเมตรจากผิวดิน ควบคุมการให้น้ำให้มีความชื้นเพียง 70% หรือสังเกตได้จากการกำดินเป็นก้อนนั้นเพียงพอที่จะช่วยให้ปาล์ม มีศักยภาพในการผลิตมากที่สุด ขณะที่การให้น้ำมากเกินไปไม่เพียงสิ้นเปลือง ยังเป็นผลเสียทำให้น้ำชะปุ๋ยลงไปใต้ดินลึกมากขณะที่ราก ซึ่งทำหน้าที่ดูดอาหารจะอยู่ที่บริเวณ 15-20 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนวิธีการให้ปุ๋ยจากเดิมซึ่งใช้วิธีการหว่านให้เปลี่ยนเป็นการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ซึ่งทำให้ปุ๋ยสามารถละลายไปพร้อมกับน้ำลงสู่ต้นปาล์มได้รวดเร็ว โดยใช้ได้กับการให้น้ำแบบหยด หรือมินิสปริงเกิล หากระบบการให้น้ำมีการกระจายอย่างสม่ำเสมอ ธาตุอาหารก็จะกระจายทั่วทั้งแปลงดี ลดการสูญเสียจากการชะล้าง มีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูง ช่วยลดต้นทุนการผลิตคุ้มค่าในระยะยาว
ผลการวิจัย “โครงการจัดการระบบการให้น้ำและปุ๋ยทางระบบน้ำเพื่อผลผลิตปาล์มน้ำมัน” โดยนายสมเกียรติ สีสนอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พบว่า
การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำจะทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น โดยแปลงที่ให้ผลผลิตสูงสุดที่ระดับ 4.0 ตัน/ไร่/ปี ที่ต้นทุนการผลิต 0.72 บาท/กก. เมื่อเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของประเทศ 2.72 ตัน/ไร่/ปี ที่ต้นทุน 1.52 บาท/กก. และผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศมาเลเซีย 3.01 ตัน/ไร่/ปี ที่ต้นทุนการผลิต 0.70–1.00 บาท/กก.
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการจัดการแปลงในแต่ละปีแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนของปุ๋ยลดลงประมาณ 45–60% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ปริมาณผลผลิตและธาตุอาหารในดินและ ใบพืชยังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ต้นทุนที่ลดลงก็สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบน้ำได้
ข้อควรพิจารณาก่อนปลูกปาล์ม:
อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าควรจะปลูกปาล์มในภาคอีสานหรือไม่นั้นก็ควรคำนึงถึงสภาพพื้นที่เพาะปลูกเป็นสำคัญว่า มีสภาพแล้งรุนแรงมากน้อยเพียงใด มีแหล่งน้ำพอที่จะนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นปาล์มได้ตลอดฤดูแล้งหรือไม่ ที่สำคัญ ต้องพิจารณาด้วยว่าผลกำไรที่ได้จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นคุ้มค่ากับต้นทุนค่าใช้จ่าย ในการวางระบบน้ำหรือไม่เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาในการเพาะยาวนานกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องใช้เวลาหลายปีฉะนั้นการวางแผนการปลูกปาล์มจึงมีความจำเป็น ทั้งในเรื่องของสภาพของดิน การให้ปุ๋ยและระบบการให้น้ำ เพื่อให้การปลูกปาล์มของเกษตรกรประสบผลสำเร็จมากที่สุด.

การจัดการสวนปาล์มให้ได้ผลผลิตดีตลอดทั้งปี

จากการลงพื้นที่เพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูล ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร จ.ชุมพร ทำให้ได้พบกับสวนปาล์มน้ำมันของลุงหีต ซึ่งมีรายรับที่มากกว่าเกษตรกรท่านอื่นที่ทำสวนปาลฺมน้เทนเช่นเดียวกัน ซึ่งเคล็ดลับของรายรับที่มากขึ้นของลุงหีตก็คือ การจัดการสวนปาล์มน้ำมันที่ดี ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว


ทั้งนี้เลุงหีตจึงได้เผยเคล็ดลับในการจัดการสวนปาล์มอย่างง่ายๆ กับทางทีมงานว่า เราต้องทำความเข้าใจปาล์มน้ำมันให้ถ่องแท้เสียก่อน เราต้องรู้ว่าปาล์มน้ำมันต้องการอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงค่อยดูแลให้ตรงกับความต้องการของปาล์มน้ำมัน ซึ่งลุงหีตจะยึดหลักปฏิบัติเพื่อเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันตามรายละเอียด ดังนี้
 ปาล์มน้ำมันต้องการน้ำมากแต่ต้องไม่มีน้ำขังที่โคนต้น
 คุณภาพดินต้องดี ร่วนซุย
 ปริมาณสารอาหารในดินครบถ้วน
 ระยะในการปลูกต้องเหมาะสม
 พันธุ์ปาล์มต้องดี
เทคนิคในการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน :
พันธุ์ปาล์มน้ำมัน ต้องเป็นพันธุ์ที่ดี สามารถซื้อจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน (จะดีมาก)
ระยะในการปลูก ปาล์มน้ำมัน ต้องปลูกในระยะที่เหมาะสมคือประมาณ 9-10 เมตร เพราะถ้าหากว่าปลูกถี่กว่านี้จะทำให้ทะลายที่ได้เล็กไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าหากว่าปลูกห่างกว่านี้จะทำให้เสียพื้นที่และได้รับผลผลิตน้อยเช่นกัน
การตัดแต่งทางใบ ต้องมีการตัดแต่งทางใบที่ไม่จำเป็นออกให้ปีละประมาณ 3 ครั้ง (ให้เหลือทางใบประมาณ 28-30 ใบ)
การให้น้ำต้องให้น้ำตลอดในช่วงของฝนทิ้งช่วงหรือในช่วงฤดูแล้งโดยทำการขุดร่องน้ำระหว่างกลางของแถวปาล์ม ขนาดความกว้างของร่องประมาณ 50 ซม. ลึก 50 ซม. ให้ทั่วทั้งสวน หลังจากนั้นให้ทำการรดน้ำในตอนที่ฝนทิ้งช่วงประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง ตลอดทั้งปี **สวนปาล์มน้ำมันโดยทั่วไปจะไม่ค่อยมีการรดน้ำในช่วงฤดูแล้ง**
การปรับปรุงคุณภาพดินให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย
การใส่ปุ๋ยเคมี นอกจากใส่ปุ๋ยคอกแล้วต้องใส่ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วย เพราะปาล์มน้ำมันต้องการปริมาณสารอาหารสูงมากจึงต้องใส่ปุ๋ยเคมี ปีละประมาณ 3 ครั้ง โดยใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 (บำรุงผล), 21-7-35 ( , 21-0-0 (บำรุงต้น)
***ลุงหีตบอกว่าถ้าหากจัดการประเด็นดังกล่าวครบถ้วนก็จะทำให้ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตดี (ไม่ต้องเสียดายในเรื่องของการรดน้ำและใส่ปุ๋ยเพราะถึงอย่างไรก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีแน่นอน)
ที่มา :นายประดิษฐ์ สมศรี หรือลุงหีต เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน