กลิ่นมะนาวช่วยลด''เครียด''


       กลิ่นมะนาว(1)โดยเฉพาะจากเปลือกช่วยลดความเครียดเป็นการใช้กลิ่นหอม
       กลิ่นมะนาว(2)แทนการใช้ยาอีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

อโรมาเทอราปี (Aromatherapy) เป็นศาสตร์ของการใช้ "กลิ่นระเหย" มาช่วยดูแลสุขภาพ

ในรูปของน้ำมันระเหยที่สกัดออกมาอย่างเข้มข้น ใช้ได้ทั้งเพื่อความงาม ในรูปของเครื่องสำอาง ใช้เพื่อสุขภาพ และใช้เพื่อพิธีกรรม โดยเฉพาะเพื่อความงาม ใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเซลล์ผิว การขับสารพิษ การระงับเชื้อ ฯลฯ เราสามารถใช้เพื่อรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ซ่อมแซมรอยแผล แต้มสิว บำรุงผม หรือการลดริ้วรอยความเหี่ยวย่น โดยใช้ในรูปแบบของโลชั่น น้ำมันนวด สบู่อาบน้ำ หรือแชมพู การใช้เพื่อสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติของการคลายกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวด การฆ่าเชื้อ ฯลฯ เราสามารถนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ลดอาการหรือช่วยบำรุงสุขภาพเราได้ทั้งทางกายและทางใจ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากความเครียด ซึ่งยาเคมีสังเคราะห์มีผลข้างเคียงสูง ขณะที่น้ำมันหอมระเหยเป็นสารธรรมชาติ มีการตกค้างและผลข้างเคียงที่น้อยกว่าหรือไม่มีเลย ทำและใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาลทีเดียว
ยิ่ง "มะนาว" นักวิทยาศาสตร์และการแพทย์ศึกษาแล้วพบว่า กลิ่นของมะนาว โดยเฉพาะจากเปลือก ช่วยลดความเครียดได้ เป็นการใช้กลิ่นหอมทดแทนการใช้ยา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวนี้ มีฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ผ่านทางผิวหนัง ช่วยระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย ฯลฯ รวมถึงกลิ่นมะนาวยังช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วย

การต่อยอดมะม่วงให้ออกผลนอกฤดูกาล

มะม่วง เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมาก เพราะนอกจากจะรับประทานกับแบบดิบๆ ยังสามารถรับประทานสุก หรือนำมาแปรรูป เป็นมะม่วงแผ่น มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงดอง และใส่ในขนมต่างๆ ได้อีกด้วย มะม่วงมีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมนำมาขยายพันธุ์ได้แก่ พิมเสนมัน แรด เขียวสวย อกร่อง น้ำดอกไม้ ฯลฯ การขยายพันธุ์สามารถทำได้หลายวิธี อาจใช้การเพาะเมล็ด ปักชำ ตอน ติดตา ทาบกิ่งหรือต่อยอด โดยวิธีการเสียบยอดหรือต่อยอดสามารถทำได้ง่าย คุณภาพดี และปริมาณมาก ลงทุนน้อย และแม่พันธุ์ไม่ทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ คุณหนูกัน มนตรีโพธิ์ เจ้าสวนมะม่วง บ้านคำแดง ม.17 ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธรที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 6 สายพันธุ์คือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น หนองแซง โชคอนันต์และมะม่วงแรด จำนวน 400 กว่าต้นให้ผลผลิตถึงปีละ 17-18 ตัน จึงเลือกวิธีการขยายพันธุ์มะม่วงในสวน โดยวิธีการต่อยอด ซึ่งการต่อยอดโดยวิธีของคุณหนูกัน จะทำให้มะม่วงสามารถออกผลได้เร็วกว่าปกติและออกผลนอกฤดูกาลได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

 

การคัดเลือกพันธุ์
1.เลือกสายพันธุ์ที่ออกผลจำนวนมาก
2.คัดเลือกพันธุ์ที่มีความแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดี
3.คัดเอาเฉพาะยอดที่กำลังออกดอกหรือกำลังจะผลัดใบ
วิธีทำ : ตัดยอดให้มีความยาว 6 เซนติเมตรแล้วทำการตัดเฉียงยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้นำมาประกบกับพันธุ์ของต้นตอแล้วนำพลาสติกมาพันให้มิดชิดโดยไม่ให้น้ำและอากาศเข้าได้ ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ยอดที่เปลี่ยนเข้าไปจะงอกขึ้นมาแทนยอดเดิมแล้วจึงแกะพลาสติกที่หุ้มไว้ออก
ประโยชน์ :
-สามารถเลือกสายพันธุ์ของกิ่งพันธุ์ได้
-กิ่งพันธุ์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนยอดจะสามารถออกผลได้เร็วกว่าปกติและออกผลนอกฤดูกาลได้
ขอบคุณข้อมูลจาก “ไร่มณทิรา” บ.คำแดง ม.17 ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร

การทำแยมมะม่วง

มะม่วงเป็นไม้ผลที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย สามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด และทุกสพภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เละเป็นผลไม่ที่คนไทยทุกเพศทุกวัยรู้จักกันดี มีให้บริโภคกันตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตจะออกสู่ท้องตลาดมากในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีมะม่วงออกมามากที่สุด บางครัวเรือนถึงกับบริโภคไม่ทัน จำต้องหาวิธีการแปรรูปเก็บไว้ทาน ซึ่งหนึ่งในการแปรรูปผลผลิตมะม่วง ก็คือ การนำมาทำเป็นแยม ซึ่งได้รสชาติที่อร่อยและเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้ไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้มีมากขึ้นด้วย


ส่วนผสมสำหรับการทำแยมมะม่วง :

- มะม่วงสุกบดละเอียด 3 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (หรือ กรดมะนาว ก็สามารถใช้ได้)
- เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีการทำแยมมะม่วง :
1. ผสมมะม่วงสุก น้ำมะนาว เกลือ ในสัดส่วนดังกล่าว คนให้เข้ากัน เติมน้ำตาลทรายทีละน้อย คนส่วนผสมอยู่ตลอดเวลาจนน้ำตาลละลายหมด
2. ตั้งไฟปานกลาง เพิ่มไฟให้แรงขึ้นจนส่วนผสมเดือด ช้อนฟองทิ้ง คนตลอดเวลา ระวังอย่าให้ติดกระทะ หรี่ไฟลง คนจนข้นยกลง
3. บรรจุแยมลงในขวดที่ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แล้ว
*** เมื่อเย็นแล้วอย่าทิ้งไว้นานเกิดไปเพราะจะทำให้ตกผลึกแข็ง การเก็บแยม ควรใส่ในขวดปากกว้างที่ล้างและต้มในน้ำเดือดประมาณ 15 - 20 นาที ปิดฝาให้แน่น

การปลูกถั่วพร้าบำรุงดินในสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน

  เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางพาราโดยส่วนมากจะเป็นแบบพืชเชิงเดี่ยว ประกอบกับการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้ดินเสื่อมสภาพ อินทรียวัตถุในดินก็มีน้อยส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ก็ลดลงตามไปด้วย การฟื้นฟูสภาพดินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเกษตรกร ซึ่งการฟื้นฟูสภาพดินสามารถทำได้หลายวิธี การปลูกถั่วพร้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการฟื้นฟูสภาพดิน ซึ่งมีวิธีง่ายๆดังนี้

วิธีการฟื้นฟูสภาพดินในสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางพาราด้วยถั่วพร้า
•ทำการไถพรวนพื้นที่ระหว่างร่องของต้นปาล์มน้ำมันหรือต้นยางพารา ( ควรเริ่มต้นในช่วงของต้นฤดูฝนเนื่องจากมีน้ำเพียงพอทำให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี )
•ทำการตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน
•ทำการหว่านเมล็ดถั่วพร้าให้ทั่วทั้งแปลง ในปริมาณ 10 กก./ไร่
•นำดินมากลบบางๆให้พอมิดเมล็ดถั่ว
•ให้ปล่อยทิ้งไว้จนต้นถั่วพร้าออกดอกจึงทำการตัดด้วยเครื่องตัดหญ้าให้หมดทั้งแปลง
•ต้นของถั่วพร้าจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย
•หรือนำต้นถั่วพร้าและเศษพืชต่างมาทำเป็นปุ๋ยหมักแล้วค่อยนำไปใส่ในสวนก็ได้

ข้อดีของการฟื้นฟูสภาพดินในสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางพาราด้วยถั่วพร้า
•ทำให้ดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ดินมีความร่วนซุย
•ถั่วพร้าสามารถเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดินได้ประมาณ 30 กก./ไร่
•ต้นยางพารา และต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
•ดินมีความชุ่มชื้นมากขึ้นเนื่องจากถั่วเป็นพืชคลุมดินรักษาความชื้นได้ดี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นายจิรศักดิ์ เศรษสระ บ้านเขาน้อย ม.8 ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โทร.081-6766271

ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจ โตเร็ว มาแรง

พญาคชราช(Payakocharach) เป็นชื่อใหม่ของต้น ปอหู ที่ตั้งขึ้นโดย นายชูพงศ์วรินทร์ ซุ้นสุวรรณ ประธานโครงการประเทศสีเขียว ซึ่งพญาคชราชเป็นชื่อที่เป็นมงคล ตามที่เชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลสายพันธุ์หนึ่ง และ เพื่อนำมาใช้เรียก เฉพาะในโครงการประเทศสีเขียวนั้น เนื่องจากอาจมีการเข้าใจผิดโดยการนำเอาไม้ชนิดอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่คุณสมบัติแตกต่างกันมาใช้เรียกว่าเป็นต้นพญาคชราช  

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ลำต้น(Stem) พญาคชราช เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูง 15-30 เมตร (สำหรับในประเทศไทยต้น พญาคชราช โตเต็มที่ ที่พบในป่าธรรมชาติมีขนาดโตทางเส้นรอบวงเพียงอกประมาณ 280 ซม. สูงประมาณ 27 เมตร) ผลัดใบและผลิใบใหม่พร้อมกับดอก ลำต้นเปลาตรง โคนเป็นพูพอน
เรือนยอด เป็นพุ่มทรงกลมหรือรูปกรวย กิ่งตั้งฉากกับลำต้น ส่วนใหญ่ลำต้นเปลาตรง มีการผลิใบใหม่พร้อมกับดอกตามธรรมชาติ
เปลือก(Bark) สีน้ำตาลอมเขียวอ่อน มีมีเทาแต้มเป็นรอยด่างและมีรอยย่นกระจายทั่วไป เปลือกเป็นเส้นใยสีน้ำตาลแดง
ใบ (Leaf) เป็นชนิดใบเดี่ยว (Simple leaf) ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปหัวใจ มีขนาดประมาณ 5-12 x10-24 ซม.โคนหยัก เว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อค่อยข้างหนา และมีขนนุ่มทั่วไป ใบแก่ ผิวใบเกลี้ยง หน้าใบเข้ม หลังใบเขียวอ่อน และ จะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นแขนงใบ มี 7-14 คู่เห็นชัดทั้งสองด้าน
ดอก(Flower) เป็นชนิดช่อแบบ Raceam สีส้มอ่อนๆ หรือเหลืองอ่อนๆ ออกเป็นช่อ เป็นพวงสั้นๆ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง
ผล(Fruit) เป็นชนิดผลเดี่ยว เป็นประเภทผลแห้งแบบ Nut รูปทรงกระสวยเกลี้ยง ๆ เป็นผลชนิดปีกเดียว ลักษณะปีกเป็นกาบบางสีแดงเรื่อๆ เป็นกระโดงโค้งยาวแระมาณ 10 ซม. หุ้มส่วนหนึ่งของผล ดูคล้ายใบเรือ
เมล็ด (Seed) มี 1 เมล็ด เมื่อแกะเปลือกและขนอ่อนๆ รอบเมล็ดออกจะเห็นเมล็ดสีน้ำตาล รูปร่างคล้ายเงินจีนขนาด 0.35 x 0.55 ซม. เมล็ดแห้งหนัก 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ดประมาณ 20-30 ล้านเมล็ด

ปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช :
1. ปริมาณน้ำฝนและความชื้นของดิน ต้นพญาคชราชสามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติที่มีปริมาณน้ำฝนรายปี 1,000 – 5,000 มล. แต่ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช คือ 1,500-5,000 มล. มีช่วงฤดูแล้งไม่เกิน 3 เดือน ส่วนต้นพญาคชราชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งจะแคระแกร็น มีรูปร่างที่เป็นพุ่ม มีการเจริญเติบโตน้อย ในทางตรงกันข้ามในพื้นที่ที่มีความชันสูงมาก ต้นพญาคชราช จะมีขนาดใหญ่และสูงมาก ซึ่งความใกล้ไกลจากแหล่งน้ำจะมีผลต่อปริมาณความชื้นในดินด้วย
2. อุณหภูมิและปริมาณความชื้นในบรรยากาศ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของต้น พญาคชราช ซึ่งสามารถจะพบต้น พญาคชราช ได้ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ 15-35 องศาเซลเซียส ปริมาณความชื้นในบรรยากาศไม่ต่ำกว่า 80% น้ำค้างแข็ง มีอิทธิพลต่อต้นพญาคชราช โดยจะทำอันตรายต่อส่วนที่อวบน้ำของต้น เช่น ยอด ใบอ่อน และ เยื่อเจริญของเปลือก จะทำให้เกิดการตายจากยอดลงมา
3. แสง ต้นพญาคชราช ต้องการแสงมากและไม่ทนร่ม ความเข้มแสงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของต้นกล้าพญาคชราช จะอยู่ระหว่าง 75-94% ของปริมาณแสง และถ้าได้รับคามเข้มของแสงน้อยกว่านี้ในเวลากลางวัน จะทำให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งของลำต้น ลดลง
การปลูก :
ต้นพญาคชราชเป็นไม้โตเร็ว ประกอบกับมีเรือนยอดแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น ระยะปลูกที่เหมาะสมจึงไม่ควรน้อยกว่า 3 x 3 เมตร หรือความหนาแน่นของหมู่ไม้ไม่ควรเกิน 182 ต้นต่อไร่ หากปลูกในระบบวนเกษตร ควรใช้ระยะปลูก 3 x 3 , 3 x 6, 4 x 6 หรือ 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชคบคุม และจำนวนปีที่ต้องการปลูกพืชแทรก
ตามที่ต้นพญาคชราชสามารถปลูกได้ทุกสภาพดิน แต่หากเป็นดินทราย ดินลูกรัง หรือ ที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ควรเพิ่มระบบการให้น้ำในระยะแรกของการปลูกด้วย สำหรับระยะห่างการปลูกต้นกล้าควรเป็น 4 x 4 เมตร (100 ต้น/ไร่ ) เมื่อต้นไม้มีอายุได้ประมาณ 7 ปี ก็ยังจะมีพื้นที่ให้รถและเครื่องจักรกลเข้าไปตัดต้นไม้ได้ (หากปลูกมากกว่าน้ำลำต้นจะมีขนาดเล็กลง)
การบำรุงและการดูแลรักษา :
เนื่องจากต้นพญาคชราช เป็นไม้โตเร็วและพบรายงานความเสียหายที่เกิดจากโรคและแมลงน้อยมาก การบำรุงและดูแลรักษาจึงไม่ยุ่งยาก แต่ควรหาวิธีป้องกันไม้ให้สัตว์เลี้ยงที่กินพืชเข้าไปรบกวนในแปลงปลูก เพราะอาจเข้าไปกัดกินยอดและใบ หรือ เหยียบทำลายได้ อย่างไรก็ตามในช่วงแรกควรให้ปุ๋ยและสร้างไม้ค้ำยัน ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะ 6 เดือนแรกของการปลูก ต้องมีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอดังนี้
- ระยะ 1-6 เดือนแรกของการปลูก ให้ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้ง
- ตั้งแต่ 6 เดือน – 1 ปี ให้ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง
เมื่อพ้น 1 ปี ต้นไม้จะแข็งแรงเพียงพอที่จะเติบโตได้เองตามธรรมชาติ เกษตรอาจให้ปุ๋ยบำรุงต้นเพิ่มเติมเพียงปีละ 1 ครั้ง และควรมีการปลูกซ่อมแซม ปราบวัชพืช ทำแนวกันไฟ การชิงเผาเพื่อลดเชื้อเพลิง แลการตัดสางขยายระยะ เพื่อส่งเสริมการเจริญเตอบโตของไม้ที่เหลือ

อัตราการเจริญเติบโต :
อัตราการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช ในระยะแรก ๆ อาจช้า แต่ต่อมาจะเร็วมาก ภายหลังจากย้ายปลูกแล้ว 1 ปีอาจสูงถึง 3 เมตร อัตราการเจริญเติบโตทางความสูงโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2-3 เมตร/ปี ติดต่อกันไปนาน 6-8 ปี การเจริญเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.3-7.6 ซม./ปี
ลักษณะและประโยชน์ของต้นพญาคชราช :
1. หลังปลูกได้ 1-2 ปี ความสูงอยู่ระดับ 6-10 เมตร ขึ้นอยู่กับการดูแล จะนำเปลือกไม้ไปทำเป็นเชือกปอ ส่วนเนื้อไม้เอาไปทำดอกไม้จันทน์ และ ถ้ามีอายุมากกว่านี้แก่นของไม้จะเริ่มแข็งขึ้น
2. หลังปลูกได้ 5-7 ปี เส้นรอบวงอยู่ที่ประมาณ 100-120 เซนติเมตร สูงไม่ต่ำกว่า 14 เมตร และจะมีแก่นลายไม้สีน้ำตาลเข้ม ลักษณะเนื้อไม้คล้ายไม้พะยูงหรือไม้สัก เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน กรอบและบานหน้าต่าง งานกลึงแกะสลักทำพื้นและฝาที่ใช้งานในที่ร่ม (**กรณีที่ใช้งานภายนอกควรใช้เนื้อไม้ที่มีอายุมากและควรใช้สารเคลือบไม้เพื่อเพิ่มความทนทาน) ใช้ทำไม้อัดพาร์ติเคิลบอร์ด วีเนียร์ ทำกระดานไม้ฝา
**สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ “โครงการประเทศสีเขียว" 0-2917-4760-61 www.greencoun.com

เทคนิคการเปลี่ยนเพศมะละกอและทำให้มีลูกดก

ในสมัยก่อนการปลูกมะละกอไว้หลังบ้านๆ ครอบครัวละต้นสองต้น เกษตรกรจะแสวงหาพันธุ์ที่ให้ลูกยาวเท่าแขนถึงแม้ต้นหนึ่งๆ ให้ลูกเพียง 3-4 ลูก ก็พอใจ ใครเห็นใครชม แต่ปัจจุบันนี้ครับการทำสวนมะละกอก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้อย่างดี ดังนั้นเกษตรกรจะต้องชื้อปุ๋ยและฮอร์โมนมาฉีดเร่งให้มะละกอ มีลูกดก

คุณพ่อสมพงษ์ ญาติบำเรอ เกษตรกรบ้านสวนสวรรค์มีเคล็ดลับในการเปลี่ยนเพศมะละกอฝให้เป็นต้นกระเทย และติดลูกดกได้อีกด้วย โดยเริ่มจากการเตรียมดินให้มีความอุดมสมบรูณ์ก่อน และก่อนย้ายกล้าที่เพาะไว้ลงปลูกในแปลง คุณพ่อจะใช้ภูมิปัญญาเก่าๆ ที่สืบทอดกันมาทำให้มะละกอเป็นต้นกระเทยเสียก่อน โดยการตัดรากแก้วออกให้เหลือประมาณ 2 ข้อมือ แล้วนำต้นมะละกอลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ วิธีนี้นอกจากจะทำให้มะละกอติดลูกดกแล้ว ยังทำให้มะละกอโตเร็ว เก็บผลผลิตได้เร็วขึ้น 1 เดือน ทั้งยังติดลูกดกทุกต้นด้วย

การขยายพันธุ์มะละกอด้วยการตอนกิ่ง

เกษตรกรส่วนใหญ่จะซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอที่มีคุณภาพดีจากท้องตลาด มาปลูกโดยวิธีการเพาะเมล็ด แต่หลังจากที่ได้ผลผลิตรุ่นแรกแล้ว เกษตรกรจะไม่สามารถนำเมล็ดจากมะละกอที่ปลบูกได้ในรุ่นแรกมาขยายพันธุ์ต่อได้  เนื่องจากทางบริษัทที่เราไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาได้ควบคุมไม่ให้ขยายพันธุ์ได้นั่นเอง หากเกษตรกรจะทำการปลูกใหม่จำต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก ดังนั้นคุณคำนึง นวลมณีย์ และโรงเรียนบ้านหว้าหลัง จึงได้คิดค้นหาวิธีการ ทำให้มะละกอขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องใช้เมล็ดโดยการตอนกิ่ง ซึ่งมะละกอที่ได้จากการตอนกิ่งจะมีลักษณะดังนี้ 
  - มะละกอที่ได้จะมีขนาดลำต้นที่เตี้ย 
  - มะละกอจะไม่กลายพันธุ์ 
  - ลักษณะของเนื้อและผลของมะละกอจะมีรสชาติคงเดิม

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตอนกิ่งมะละกอ :
1.ดินร่วน
2.ขุยมะพร้าว
3.ยางหรือเชือกฟาง
4.มีด
5.ถุงพลาสติก
วิธีการตอนกิ่งมะละกอ :
เตรียมต้นพันธุ์มะละกอ (ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน)
1.ให้นำดินร่วนผสมกับขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 3:1 มาผสมให้เข้ากัน
2.นำดินที่ผสมแล้วใส่ในถุงพลาสติกขนาด 3*5 นิ้ว
3.เลือกต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์
4.ใช้มีดเฉือนกิ่งพันธุ์ จากข้างล่างขึ้นข้างบน
5.ใช้ลิ่มไม้เสียบเข้าไปในบริเวณที่เฉือนเพื่อไม่ให้เนื้อไม้ติดกัน
6.นำดินที่ใส่ในถุงกรีดกรีดถุงยาวพอสมควร รดน้ำให้ชุ่มแล้วไปวางทับกับรอยที่เฉือนกิ่งเอาไว้
7.ผูกเชือกให้แน่น
8.เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างลงมาจากกิ่งตอน ประมาณ 3-5 นิ้ว เพื่อเป็นการตัดท่อลำเลียงธาตุอาหารและน้ำ เมื่อขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำ จะทำให้รากของมะละกองอกออกมาเร็วขึ้น
9.ในระยะเวลา 30-45 วันรากของมะละกอก็จะออกรากออกมา ซึ่งเราสามารถตัดนำไปปลูกได้แล้ว